มีชีวิตที่ติดเชื้อเอชไอวี

Statins ช่วยลดความเสี่ยงของการลุกลามไปสู่โรคตับแข็งในผู้ที่ติดเชื้อ HIV / HCV

การรักษาด้วยยากลุ่ม statin ช่วยลดความเสี่ยงของการลุกลามไปสู่โรคตับแข็งในผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบซี (HCV) นักวิจัยจาก เอดส์ ในfigado2 ยูไนเต็ด. ผลการป้องกันของสแตตินนั้นชัดเจนมากขึ้นในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับปกติการเพิ่มขึ้น 30% ของเวลาที่ใช้สแตตินช่วยลดความเสี่ยงของโรคตับแข็งประมาณหนึ่งในสาม การวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหารมีความสัมพันธ์กับการลุกลามของโรคตับแข็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับไม่ดี

"จากความรู้ของเรานี่เป็นการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี / ไวรัสตับอักเสบซีเพื่อตรวจสอบผลของการรักษาด้วยสแตตินต่อการพัฒนาของโรคตับแข็ง" ผู้เขียนให้ความเห็น “ เราได้แสดงให้เห็นว่าการใช้ statin ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV / HCV และการทำงานของตับปกติช่วยลดความเสี่ยงของโรคตับแข็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มี ALT < 40 IU / ลิตร ในผู้ป่วยที่มี Alt> 40 IU / L ปัจจัยเสี่ยงด้านการเผาผลาญรวมทั้ง HDL ต่ำและเบาหวานมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการพัฒนาของโรคตับแข็ง "

ประมาณหนึ่งในห้าของผู้ป่วย HIV ทั้งหมดติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โรคตับเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยที่รุนแรงและการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคเอดส์นอกจากนี้ วัณโรค (เปิดในแท็บเบราว์เซอร์อื่น)

immune-system-1132182Statins มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ นักวิจัยในกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกของสหรัฐอเมริกาได้ออกแบบการศึกษาย้อนหลังเพื่อดูว่าการรักษาด้วยยาสแตตินจะช่วยลดความเสี่ยงของการลุกลามไปสู่โรคตับแข็งในผู้ป่วยที่ติดเชื้อได้หรือไม่ การวิเคราะห์ของเขายังดูผลของความผิดปกติของการเผาผลาญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวีและปัจจัยเสี่ยง การพัฒนาของโรคตับ (เปิดในแท็บอื่นด้วย)

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อร่วมประมาณ 6000 คนที่เข้ารับการดูแลระหว่างปี 1999 ถึง 2010 รวมอยู่ในการศึกษา นอกจากนี้สำหรับการใช้ยากลุ่ม statin ได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงด้านการเผาผลาญ ได้แก่ โรคอ้วนโรคเบาหวานความดันโลหิตสูงและระดับ HDL คอเลสเตอรอลในระดับต่ำ

นอกจากนี้ยังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับอายุในการวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีการใช้ ART, จำนวน CD4 และเปอร์เซ็นต์ของเวลาที่มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบ

ผู้ป่วยแบ่งชั้นตามการทำงานของตับ (ALT สูงกว่า / ต่ำกว่า 40 IU / L)

ผู้เข้าร่วมเกือบทั้งหมด (99%) เป็นชายและ 45 ใน 10 เป็นคนผิวดำและอายุเฉลี่ยในขณะวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีคือ 6,2 ปี ระยะเวลาการติดตามผลเฉลี่ย 2,265 ครั้งเท่ากับ 6 ปีและเมื่อสิ้นสุดการติดตามผู้ป่วย 100 คนมีโรคตับแข็งอุบัติการณ์ XNUMX ต่อ XNUMX คนต่อปี

atorvastatina
ภาพที่เป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึง อย่าซื้อยานี้โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เว็บไซต์นี้ได้รับอะไรที่จะเปิดเผยนี้ สิ่งที่มาพร้อมที่จะเป็นความอยุติธรรม

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (83%) ได้รับ ART และ 53% มีจำนวนเซลล์ CD4 อย่างน้อย 350 เซลล์ / ลบ.ม. ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งเป็นกลุ่มที่เล็กกว่าผู้ป่วยที่ยังไม่เป็นโรคตับแข็งเนื่องจากได้รับ ART (3% เทียบกับ 80%) และมีจำนวน CD86 4 เซลล์ / mm350 หรือสูงกว่า (3% เทียบกับ 49% ). ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมีระยะเวลาในการยับยั้งปริมาณไวรัสสั้นกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีโรคตับแข็ง (59% เทียบกับ 20%)

ปัจจัยเสี่ยงด้านการเผาผลาญเป็นที่แพร่หลายอย่างมาก มากกว่า 50% ของกลุ่มประชากรตามรุ่นมีความดันโลหิตสูงหรือ HDL คอเลสเตอรอลต่ำและ 16% เป็นโรคเบาหวาน บางรายได้รับการรักษาด้วยสแตตินโดยกำหนดไว้สำหรับผู้ป่วย 13% และ 21% ที่มีและไม่มีโรคตับแข็งตามลำดับ

ในผู้ป่วย ALT < 40 IU / L ทุกๆ 1% ของเวลาที่ใช้ statin มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงในการเป็นโรคตับแข็ง (aHR = 0,98; 95% CI, 0.97-0.99) สำหรับทุก ๆ 30% ของเวลาที่ใช้ยากลุ่ม statin ในช่วงติดตามผลผู้เข้าร่วมกลุ่ม ALT < 40 IU / L ลดความเสี่ยงของโรคตับแข็งได้ 32%

สำหรับผู้ป่วยที่มีค่า ALT สูงขึ้นการรักษาด้วยยาสแตตินไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของการลุกลามไปสู่โรคตับแข็งได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้ป่วยที่มีอัตรา ALT สูงกว่า 40 IU / L ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคตับแข็ง ได้แก่ โรคเบาหวาน (aHR = 1.15; 95% CI, 1,01-1,31) และ HDL cholesterol ต่ำ (aHR = 1,3 ; 95% CI 1,2-1.44) ความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความก้าวหน้าของโรคตับแข็งในทั้งสองกลุ่ม ALT อย่างไม่สำคัญ โรคอ้วนเป็น (!!!) เป็นปัจจัยป้องกันการเกิดโรคตับแข็งในผู้ป่วยที่มี ALT สูงกว่า (aHR = 0,85; 95% CI, 0,76-0,95)

ผู้ป่วยอายุมากกว่าห้าสิบปีที่มีอัตรา ALT < 40 IU / L มีความเสี่ยงในการเกิดโรคตับแข็งเพิ่มขึ้นอีก 2,5 เท่า (aHR = 95; 1.54% CI, 1.8-3,25) จำนวนโรคร่วมที่สูงขึ้นก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลุกลามของโรคตับแข็งในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับปกติ (aHR = 95; 2,3% CI 4,5-1.15) การดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์กับความก้าวหน้า ของโรคตับในผู้ป่วยที่มีค่า ALT สูงกว่า (aHR = 95; 1,04% CI, 1,26-4) จำนวน CD200 ต่ำกว่า 3 เซลล์ / ลบ.ม. มีความสัมพันธ์กับการลุกลามของโรคตับแข็งโดยไม่คำนึงถึงการทำงานของตับซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการลุกลามเป็นสองเท่า ผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบปริมาณไวรัสเป็นเวลาอย่างน้อย 80% ช่วยลดความเสี่ยงของการลุกลามไปสู่โรคตับแข็งได้อย่างมีนัยสำคัญ (aHR = 0,72 สำหรับทั้งสองกลุ่ม ALT)

ผู้เขียนรู้สึกขอบคุณสำหรับข้อ จำกัด หลายประการในการตรวจสอบรวมถึงการออกแบบย้อนหลังและจำนวนประชากรชายที่ล้นหลามซึ่งหมายความว่าผลลัพธ์ของพวกเขาอาจใช้ไม่ได้กับกลุ่มผู้ป่วยที่มีความหลากหลายมากขึ้น

นักวิจัยสรุปว่าการใช้ยากลุ่ม statin ใน HIV / HCV ในประชากรที่ติดเชื้อร่วมซึ่งมีความผิดปกติของตับน้อยที่สุดมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของการลุกลามไปสู่โรคตับขั้นสูง "การใช้สแตตินอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่คุ้มค่าในการดูแลผู้ป่วยร่วมติดเชื้อเอชไอวี / ไวรัสตับอักเสบซี"

คาร์เตอร์ไมเคิล

เผยแพร่: 06 กันยายน 2016

แปลโดย Souza Claudio เดิม คนกลุ่ม statin ลดความเสี่ยงของการพัฒนาไปสู่​​โรคตับแข็งในเอชไอวี / HCV-ร่วมการติดเชื้อ ใน 06 กันยายน 2016

แก้ไขเพิ่มเติมโดย ราโด (หนึ่ง) ในเจ็ดกันยายน 2016

การอ้างอิง

Oliver NT และคณะ ยา statin ลดความก้าวหน้าไปสู่​​โรคตับแข็งใน / HCV บุคคลร่วมการติดเชื้อเอชไอวี. โรคเอดส์ดอย: 10.1097 / QAD.0000000000001219 (2016)


รับการอัปเดตบนอุปกรณ์ของคุณได้ฟรี

มีอะไรจะพูดไหม พูดสิ!!! บล็อกนี้และโลกนี้ดีกว่ากับเพื่อน ๆ มาก!

ไซต์นี้ใช้ Akismet เพื่อลดสแปม เรียนรู้วิธีประมวลผลข้อมูลความคิดเห็นของคุณ.

เว็บไซต์นี้อาจมีการใช้งานคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ เราจะถือว่าคุณตกลงกับเงื่อนไขนี้ แต่คุณสามารถปรับแต่งได้หากคุณต้องการ ยอมรับ อ่านเพิ่มเติม

ความเป็นส่วนตัวและนโยบายคุกกี้